องค์กรเชิ้ตดำ

องค์กรเชิ้ตดำ แจงเหตุไม่เปลี่ยนคำตัดสินจังหวะลินเดอเลิฟอัดโอริกี้

องค์กรเชิ้ตดำ

ภายหลังเกิดข้อคัดค้านว่าเพราะเหตุไร วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ กำแพงข้างหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงไม่ถูกจับฟาวล์จากชอตที่ราวกับจะอัด ดิว็อค โอริกี้ ดาวเตะ หงส์แดง ก่อนที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการได้ประตูของ “ปีศาจแดง” แล้วนั้น ปัจจุบันหน่วยงานผู้ตัดสินแมตช์เกมอาชีพ ก็ออกมาชี้แจงว่ามันเป็นเพราะว่า มาร์ติน แอ็ตกินสัน แลเห็นชอตดัโลภล่าวแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่สมควรเป็นการฟาวล์ตั้งแต่ต้นแล้ว แถมคณะทำงาน วีเออาร์ ก็มิได้คิดว่า แอ็ตกินสัน เป่าพลาดแบบรุนแรงด้วย

After the argument that, because of why Victor Torlinde De Love, the wall behind Manchester United, was not arrested for a foul from the shot, as if to compress the star striker Oriy, the Reds first. That will bring about the realization of the goal of the “Red Devils”. At present, the agency has settled the professional game match Came out to explain that it was because Martin Atkinson saw the greedy and felt that it was not appropriate to be a foul from the start, and the V.A.R team did not think that At The eating of a blow is missed too.

องค์กรเชิ้ตดำ หน่วยงานผู้ตัดสินแมตช์เกมอาชีพ (พีจีเอ็มโอแอล) เผยออกมาว่าต้นสายปลายเหตุที่ วีเออาร์ ไม่ทำการวินิจฉัยว่า วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ กองหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ควรเสียฟาวล์ในจังหวะที่ราวกับจะทำร้าย ดิว็อค โอริกี้ ดาวเตะ หงส์แดง นั้น เป็นเพราะว่า มาร์ติน แอ็ตกินสัน ผู้ตัดสินในสนามมองเห็นจังหวะดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว พร้อมด้วยเห็นว่ามันไม่ใช่จังหวะแนวทางการทำฟาวล์ตั้งแต่ต้น

รวมทั้งทางคณะทำงาน วีเออาร์ ก็มิได้มีความรู้สึกว่า แอ็ตกินสัน วินิจฉัยบกพร่องแบบร้ายแรงด้วย ภายหลังจังหวะดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นใจความสำคัญร้อนในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดหมายที่ “ปีศาจแดง” เปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสมอกับ “ลิเวอร์พูล” 1-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 ต.ค. ก่อนหน้าที่ผ่านมา

ในเกมดังที่กล่าวถึงแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ออกนำก่อนจากประตูของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ในนาทีที่ 36 แต่ ก่อนหน้าที่จะถึงจังหวะนั้นมันมีชอตที่ ลินเดอเลิฟ เสมือนจะไปทำร้าย โอริกี้ ในขณะที่บอลอยู่ในฝั่งของเจ้าของบ้าน

โดยมันก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยของฝั่ง หงส์แดง คิดว่าผู้ตัดสินควรเป่าฟาวล์ในชอตนี้ ซึ่งถ้าเกิดเป็นแบบนั้นมันก็จะทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด มิได้ประตูนี้ไปโดยปริยาย แต่กระนั้น แอ็ตกินสัน กลับไม่เป่าฟาวล์ และก็ วีเออาร์ ก็มิได้แจ้งให้เชิ้ตดำในสนามเปลี่ยนวลีวินิจฉัยด้วย

ดังนี้ กฎเจาะจงเอาไว้ว่า วีเออาร์ จะปฏิบัติหน้าที่เป็นเสมือนเพียงแค่ผู้ช่วยแค่นั้น รวมทั้งจะเข้ามาแทรกแซงการวินิจฉัยของผู้ตัดสินเฉพาะจังหวะที่คณะทำงาน วีเออาร์ คิดว่าเป็นความบกพร่องขั้นรุนแรง เช่นการที่กองหลังเข้าเสียบในฐานะแนวรับตัวในที่สุดโดยที่ไม่โดนบอล แม้กระนั้นผู้ตัดสินไม่แจกใบแดง ฯลฯ

ซึ่งเพียงพอ แอ็ตกินสัน พูดว่าเขามองเห็นจังหวะนั้นแบบกระจ่างแจ้ง รวมทั้งเห็นว่า ลินเดอเลิฟ มิได้ทำผิดหนักจนกระทั่งขั้นต้องเป็นการฟาวล์ตั้งแต่ทีแรกแล้วนั้น ทางคณะทำงาน วีเออาร์ ก็พินิจพิเคราะห์คำพิพากษาของเขาโดยทันที รวมทั้งเห็นว่า แอ็ตกินสัน มิได้วินิจฉัยพลาดมากพอที่จะกลับคำพูดวินิจฉัยได้

พีจีเอ็มโอแอล ชี้แจงว่า “ประการแรก ผู้ตัดสินในสนามไม่คิดว่ามันเป็นการฟาวล์ ซึ่งคณะทำงาน วีเออาร์ ก็ได้สำรวจแล้ว พร้อมด้วยวินิจฉัยว่าการที่เขาไม่เป่าให้เป็นการฟาวล์มันไม่ใช่ความบกพร่องสำหรับการปฏิบัติภารกิจอันรุนแรงอะไร”

“ประการลำดับที่สอง วีเออาร์ ไม่ใช่ระบบที่ทำงานกลับคำพูดวินิจฉัย (เป็น วีเออาร์ มิได้มีอำนาจเปลี่ยนวลีวินิจฉัย เพียงแค่เช็กว่าผู้ตัดสินบกพร่องรึเปล่า แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยแจ้งไปยังผู้ตัดสินในสนามแค่นั้น) มันมีการติดต่อมาทางพวกเราก็จริง แต่ว่า วีเออาร์ ก็มีความรู้สึกว่ามันไร้เหตุผลมากพอที่จะยึดประตูในจังหวะนี้”

ในทางตรงกันข้าม ถ้า แอ็ตกินสัน เห็นว่าเขามองไม่เห็นจังหวะที่ ลินเดอเลิฟ เล่นงาน โอริกี้ แล้วล่ะก็ มันก็ได้โอกาสที่ วีเออาร์ จะพิเคราะห์ชอตดัตระหนี่ล่าว แล้วก็หากพวกเขาเห็นว่า ลินเดอเลิฟ ทำฟาวล์จริง มันก็ได้โอกาสที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนคำวินิจฉัย รวมทั้งนำมาซึ่งการทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด มิได้ประตูในสุดท้าย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *